การทำ OEM (Original Equipment Manufacturer) คือหนึ่งในทางลัดสำคัญของคนที่อยากมีแบรนด์เป็นของตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีโรงงานหรือความรู้ด้านการผลิตเชิงลึก แต่คำถามที่หลายคนสงสัยคือ
ขั้นตอนการทำ OEM มีอะไรบ้าง? ต้องเริ่มจากตรงไหน ใช้เวลานานแค่ไหน และต้องเตรียมอะไรบ้างถึงจะไม่พลาด
บทความนี้จะพาคุณไล่ดู ทุกขั้นตอนการทำ OEM แบบละเอียด ตั้งแต่ไอเดียจนถึงวางขายจริง เหมาะทั้งมือใหม่ เจ้าของแบรนด์หน้าใหม่ และผู้ที่กำลังเปรียบเทียบโรงงาน OEM เพื่อใช้ตัดสินใจอย่างมั่นใจ
OEM คืออะไร? ทำไมถึงได้รับความนิยม
OEM คือการจ้างโรงงานที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตสินค้า ให้ผลิตสินค้าในนามแบรนด์ของเรา โดยเราเป็นเจ้าของแบรนด์ สูตร (บางกรณี) และการตลาดเอง
จุดเด่นของการทำ OEM
- ไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงาน
- เริ่มต้นได้เร็ว ประหยัดต้นทุน
- โรงงานมีมาตรฐานและทีมผู้เชี่ยวชาญ
- เหมาะกับสินค้า เช่น อาหารเสริม เครื่องสำอาง อาหาร เครื่องดื่ม สกินแคร์ ฯลฯ
ขั้นตอนการทำ OEM แบบละเอียด (ตั้งแต่เริ่มต้นจนขายได้จริง)
ขั้นตอนที่ 1 วางแนวคิดและกำหนดทิศทางแบรนด์
ก่อนติดต่อโรงงาน OEM สิ่งสำคัญที่สุดคือการตอบคำถามให้ชัดเจน เช่น
- จะทำสินค้าอะไร
- กลุ่มเป้าหมายคือใคร
- จุดขายหรือปัญหาที่สินค้าจะแก้คืออะไร
- วางตำแหน่งสินค้าแบบ Mass / Premium / Niche
การมีแนวคิดชัดตั้งแต่ต้น จะช่วยให้โรงงานแนะนำสูตรและรูปแบบที่เหมาะสมได้ตรงจุด
ขั้นตอนที่ 2 เลือกโรงงาน OEM ที่ได้มาตรฐาน
การเลือกโรงงานคือหัวใจของความสำเร็จ ควรพิจารณาเรื่องต่อไปนี้
- ได้รับมาตรฐาน GMP / ISO / HACCP หรือไม่
- มีประสบการณ์ผลิตสินค้าประเภทเดียวกับที่คุณต้องการหรือไม่
- มีทีม R&D และที่ปรึกษาด้านกฎหมายหรือไม่
- MOQ (ขั้นต่ำการผลิต) เหมาะกับงบประมาณหรือไม่
โรงงาน OEM ที่ดีจะไม่ได้แค่ “รับผลิต” แต่ต้อง “ช่วยคิด” และเตือนความเสี่ยงให้คุณด้วย
ขั้นตอนที่ 3 เลือกสูตรหรือพัฒนาสูตรสินค้า
โดยทั่วไป OEM มี 2 ทางเลือก
- สูตรมาตรฐานของโรงงาน – เหมาะกับผู้เริ่มต้น ใช้เวลาน้อย ต้นทุนควบคุมง่าย
- สูตรพัฒนาขึ้นใหม่ (Custom Formula) – เหมาะกับแบรนด์ที่ต้องการความแตกต่าง
ในขั้นตอนนี้จะมีการพูดคุยเรื่อง
- สารสกัดหรือวัตถุดิบ
- ปริมาณต่อหน่วย
- รูปแบบสินค้า (แคปซูล ผง เม็ด ของเหลว ฯลฯ)
ขั้นตอนที่ 4 ทดลองตัวอย่าง (Sample)
ก่อนผลิตจริง โรงงานจะทำตัวอย่างให้ทดสอบ เช่น
- รสชาติ กลิ่น สี
- ความละลาย เนื้อสัมผัส
- ความพึงพอใจโดยรวม
ขั้นตอนนี้สำคัญมาก ไม่ควรข้าม เพราะเป็นโอกาสสุดท้ายในการปรับสินค้าให้ตรงใจตลาด
ขั้นตอนที่ 5 ออกแบบบรรจุภัณฑ์และฉลาก
บรรจุภัณฑ์คือด่านแรกที่ลูกค้าเห็น ต้องคำนึงถึง
- ความสวยงามและความน่าเชื่อถือ
- ความเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย
- ข้อมูลฉลากถูกต้องตามกฎหมาย (ชื่อสินค้า ส่วนประกอบ วิธีใช้ คำเตือน ฯลฯ)
หลายโรงงาน OEM มีบริการออกแบบให้ครบในที่เดียว
ขั้นตอนที่ 6 ขออนุญาตและขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย
สินค้าหลายประเภทต้องได้รับการอนุญาตก่อนวางขาย เช่น
- อาหารเสริมต้องขึ้นทะเบียน อย.
- เครื่องสำอางต้องแจ้งสูตร
- อาหารและเครื่องดื่มต้องผ่านข้อกำหนดด้านความปลอดภัย
โรงงาน OEM ที่มีประสบการณ์จะช่วยดำเนินการเอกสารในส่วนนี้ให้
ขั้นตอนที่ 7 ผลิตจริง (Mass Production)
เมื่อทุกอย่างพร้อม จะเข้าสู่กระบวนการผลิตจริง
- ใช้เวลาผลิตโดยเฉลี่ย 30–60 วัน (ขึ้นกับประเภทสินค้า)
- มีการควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานโรงงาน
- ตรวจสอบก่อนส่งมอบ
ขั้นตอนที่ 8 ตรวจรับสินค้าและเตรียมวางขาย
หลังได้รับสินค้า ควร
- ตรวจจำนวนและสภาพสินค้า
- เก็บเอกสารการผลิตและใบรับรอง
- เตรียมแผนการตลาด ช่องทางจำหน่าย และสต็อกสินค้า
ระยะเวลาโดยรวมของการทำ OEM
โดยเฉลี่ยตั้งแต่เริ่มคุยจนสินค้าพร้อมขาย ใช้เวลาประมาณ
2–4 เดือน ขึ้นอยู่กับ
- ความซับซ้อนของสูตร
- การออกแบบบรรจุภัณฑ์
- กระบวนการขออนุญาต
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำ OEM
Q: OEM เหมาะกับใครบ้าง?
A: เหมาะกับผู้ที่อยากมีแบรนด์แต่ไม่มีโรงงานเอง ทั้งมือใหม่และผู้ประกอบการ
Q: ทำ OEM ใช้งบประมาณเริ่มต้นเท่าไหร่?
A: ขึ้นอยู่กับสินค้าและ MOQ โดยทั่วไปเริ่มตั้งแต่หลักแสนถึงหลักล้านบาท
Q: ต้องมีความรู้ด้านการผลิตไหมถึงจะทำ OEM ได้?
A: ไม่จำเป็น โรงงาน OEM จะมีผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแล
Q: OEM กับ ODM ต่างกันอย่างไร?
A: OEM คือผลิตตามแบรนด์ลูกค้า ส่วน ODM โรงงานมีการออกแบบและพัฒนาสินค้าให้มากกว่า
Q: ขั้นตอน OEM ใช้เวลานานไหม?
A: โดยเฉลี่ย 2–4 เดือน หากเอกสารครบและตัดสินใจเร็ว
Q: สูตรสินค้าจะซ้ำกับคนอื่นหรือไม่?
A: หากใช้สูตรมาตรฐานอาจคล้ายได้ แต่สามารถพัฒนาสูตรเฉพาะได้
Q: โรงงาน OEM ช่วยเรื่อง อย. หรือไม่?
A: โรงงานที่มีมาตรฐานมักมีบริการดูแลเรื่องเอกสารและการขึ้นทะเบียน
Q: MOQ คืออะไร?
A: MOQ คือจำนวนขั้นต่ำในการผลิต ซึ่งแตกต่างกันตามโรงงานและประเภทสินค้า
Q: สามารถเริ่ม OEM โดยไม่มีทีมการตลาดได้ไหม?
A: ได้ แต่ควรมีแผนการขายและช่องทางชัดเจนก่อนผลิต
Q: OEM สามารถทำแบรนด์ระยะยาวได้หรือไม่?
A: ได้ หากเลือกโรงงานที่มีคุณภาพและวางกลยุทธ์แบรนด์ดี
Q: ควรเลือกโรงงาน OEM จากอะไรเป็นหลัก?
A: มาตรฐาน ความโปร่งใส ประสบการณ์ และการให้คำปรึกษาอย่างตรงไปตรงมา
แหล่งอ้างอิงข้อมูล
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ประเทศไทย
- หลักเกณฑ์ GMP และ ISO สำหรับโรงงานผลิตอาหารและอาหารเสริม
- แนวทางการผลิตอาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพจากองค์การอนามัยโลก (WHO)
- ข้อมูลอุตสาหกรรมการผลิตแบบ OEM/ODM จากแหล่งวิชาการด้านอุตสาหกรรมการผลิต
วางแผนสร้างแบรนด์อาหารเสริมให้คุ้ม — เลือกสารสกัดและสูตรที่ใช่ ตั้งแต่แนวคิดจนถึงการผลิตจริง
กำลังมองหาโอกาสเริ่มต้นธุรกิจอาหารเสริมของตัวเองอยู่หรือไม่? การสร้างแบรนด์ให้ประสบความสำเร็จไม่ได้เริ่มจากแค่การเลือกสูตร แต่ต้องเริ่มจากการวางแผนที่ถูกต้อง ตั้งแต่การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย การเลือกสารสกัด ไปจนถึงการเลือก โรงงานผลิตอาหารเสริม ที่ได้มาตรฐาน
ไม่ว่าคุณจะสนใจสารสกัดยอดนิยมอย่าง แอสตาแซนธิน, คอลลาเจน, กลูต้าไธโอน หรือวิตามินเฉพาะทาง ทีมผู้เชี่ยวชาญจาก iBio พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลทุกขั้นตอนของการ ผลิตอาหารเสริม แบบครบวงจร ตั้งแต่แนวคิดสูตร การคัดเลือกวัตถุดิบ ไปจนถึงการผลิตจริงภายใต้มาตรฐานโรงงาน
- สายสุขภาพ & Anti-Aging: พัฒนาสูตรอาหารเสริมที่เน้นการต้านอนุมูลอิสระ เสริมการดูแลสุขภาพระยะยาว เช่น แอสตาแซนธิน วิตามินอี และสารสกัดจากธรรมชาติ เหมาะสำหรับแบรนด์ที่ต้องการเจาะกลุ่มผู้รักสุขภาพและตลาดชะลอวัย
- สายผิวพรรณ & ความงาม: สูตรบำรุงผิว ลดริ้วรอย เพิ่มความกระจ่างใส ตอบโจทย์ตลาดอาหารเสริมผิวที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้น รับผลิตอาหารเสริม เพื่อสร้างแบรนด์ความงามของตัวเอง
ต้องการคำแนะนำแบบมืออาชีพในการสร้างแบรนด์อาหารเสริมหรือไม่? ให้ทีมผู้เชี่ยวชาญจาก iBio ช่วยวางแผนตั้งแต่การออกแบบสูตร เลือกสารสกัดที่เหมาะสม จัดการเอกสาร อย. ไปจนถึงการผลิตจริงกับ โรงงานผลิตอาหารเสริม ที่ได้มาตรฐาน GMP พร้อมบริการ รับผลิตอาหารเสริม (OEM) เพื่อให้แบรนด์ของคุณพร้อมแข่งขันในตลาดได้อย่างมั่นใจ
บทความที่เกี่ยวข้อง